วัดสีเนื้อวัว A5 อย่างไรให้แม่นยำ ทำไมร้านอาหารและโรงงานแปรรูปเนื้อต้องมีเครื่องวัดสี

แชร์หน้านี้

ลองนึกภาพร้านยากินิกุหรือร้านสเต็กที่ชูจุดขายเรื่องเนื้อวัวเกรดพรีเมียมแบบ A5 พนักงานเปิดกล่องเนื้อล็อตใหม่จากซัพพลายเออร์ แล้วพบว่าสีของเนื้อแดงเข้มกว่าล็อตก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่เป็นเกรดเดียวกันและสั่งจากซัพพลายเออร์รายเดิม หรือฝ่าย QC ของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ต้องเซ็นอนุมัติให้เนื้อแต่ละล็อตผ่านมาตรฐานก่อนส่งเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือส่งออก แต่ต้องตัดสินใจด้วยสายตาภายใต้แสงไฟในโกดังหรือห้องเย็นที่ไม่เหมือนแสงมาตรฐาน 

ปัญหาสีเนื้อวัวไม่สม่ำเสมอแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก

เพราะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ความเสี่ยงที่จะถูกตีคืนสินค้า และต้นทุนแฝงจากของเสียหรือการ rework ที่เกิดซ้ำๆ โดยที่หลายโรงงานและร้านอาหารยังไม่รู้ตัวว่าต้นเหตุจริงๆ คือการไม่มีวิธีวัดสีที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบซ้ำได้

บทความนี้จะพาไปดูว่าสีของเนื้อวัวเกี่ยวข้องกับเกรดและคุณภาพอย่างไร เพราะอะไรการมองด้วยตาเปล่าจึงไม่เพียงพออีกต่อไป และเครื่องวัดสีเข้ามาช่วยให้การควบคุมคุณภาพเนื้อวัวแม่นยำและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้นอย่างไร

ทำไมสีเนื้อวัวสำคัญพอๆ กับมาร์เบิลลิ่ง (Marbling)

เวลาพูดถึงเนื้อวัวเกรดสูงแบบ A5 หลายคนจะนึกถึง มาร์เบิลลิ่ง หรือลายไขมันแทรกในเนื้อเป็นอันดับแรก แต่ในระบบประเมินคุณภาพเนื้อวัวที่อุตสาหกรรมใช้กันอยู่ทั่วไป มีปัจจัยหลักที่ใช้ประกอบกันมากกว่าหนึ่งตัว ได้แก่

  • ระดับไขมันแทรก (Marbling Score)
  • สีและความสดของเนื้อ (Beef Color Standard หรือ BCS ซึ่งมีสเกลแบ่งระดับ)
  • เนื้อสัมผัสและความแน่นของกล้ามเนื้อ
  • สีของไขมัน

เกรดเนื้อระดับสูงไม่ได้กำหนดแค่ปริมาณไขมันแทรกเท่านั้น แต่ยังกำหนดด้วยว่าสีของเนื้อต้องอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปคือสีแดงสดออกแดงเชอร์รี่ ไม่ซีดเกินไปและไม่คล้ำเกินไป เพราะสีของเนื้อสัตว์เป็นตัวบอกสภาพของกล้ามเนื้อ ความสด และกระบวนการจัดการหลังเชือดที่ถูกต้องตามขั้นตอน
นี่คือเหตุผลที่ สี ของเนื้อวัวไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหน้าเขียง แต่เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อเกรดและมูลค่าสินค้าโดยตรง ถ้าโรงงานแปรรูปหรือร้านอาหารไม่มีวิธีตรวจสอบสีที่แม่นยำ ก็มีความเสี่ยงจะรับเนื้อเกรดต่ำกว่าที่ตกลงไว้โดยไม่รู้ตัว หรือในทางกลับกัน อาจถูกลูกค้าต่อรองราคาเพราะสีเนื้อดูไม่สม่ำเสมอ ทั้งที่คุณภาพจริงไม่ต่างกันเลย
ในมุมของฝ่ายจัดซื้อหรือ R&D เอง การมีตัวเลขสีที่ชัดเจนยังช่วยตั้งสเปกการสั่งซื้อล่วงหน้าได้แม่นยำขึ้น เช่น กำหนดช่วงค่าสีที่ยอมรับได้ของเนื้อแต่ละเกรดไว้ในสัญญาหรือใบสั่งซื้อ ทำให้ทั้งผู้ซื้อและซัพพลายเออร์มีมาตรฐานเดียวกันในการตรวจรับสินค้า ลดการเสียเวลาต่อรองหรือเคลมสินค้าหลังรับมอบ

เทรนด์อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ กำลังก้าวสู่การควบคุมคุณภาพด้วยข้อมูล

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ทั่วโลกมีทิศทางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในการเปลี่ยนจากการประเมินคุณภาพด้วยสายตาและประสบการณ์ของผู้ตรวจ ไปสู่การใช้เครื่องมือวัดและข้อมูลตัวเลขที่ตรวจสอบซ้ำได้ (data-driven quality control) มากขึ้น ทั้งในงานวิจัยด้านการให้เกรดเนื้อสัตว์และในซัพพลายเชนเนื้อวัวพรีเมียมที่ต้องส่งออกหรือนำเข้าข้ามประเทศ เพราะเมื่อมีข้อมูลตัวเลขที่เป็นกลาง ทุกฝ่ายในซัพพลายเชนตั้งแต่ฟาร์ม โรงเชือด ผู้นำเข้า ไปจนถึงร้านอาหารปลายทาง จะ พูดภาษาเดียวกัน เรื่องคุณภาพสีของเนื้อ ลดปัญหาการตีความที่ต่างกันไปตามแต่ละคนหรือแต่ละประเทศ สำหรับโรงงานแปรรูปหรือผู้นำเข้าเนื้อวัวเกรดพรีเมียมในไทย การเริ่มเก็บข้อมูลค่าสีของเนื้อแต่ละล็อตด้วยเครื่องวัดสีตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สอดรับกับทิศทางของอุตสาหกรรมที่กำลังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้นทุกปี

ทำไมการตรวจสอบสีเนื้อด้วยสายตาอย่างเดียวไม่น่าเชื่อถือ

ฝ่ายควบคุมคุณภาพเนื้อด้วยสายตามักเจอข้อจำกัดซ้ำๆ ดังนี้

  • แสงไม่คงที่: แสงในโกดัง ห้องเย็น หรือหน้าร้าน แตกต่างจากแสงมาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบสี ทำให้เนื้อชิ้นเดียวกันดูสีต่างกันไปตามสถานที่และเวลา (ปรากฏการณ์นี้ในทางวิทยาศาสตร์สีเรียกว่า Metamerism)
  • ความล้าของตาและความแตกต่างระหว่างบุคคล: คนแต่ละคนรับรู้สีต่างกัน และตาที่ต้องตรวจซ้ำๆ ทั้งวันจะล้าและตัดสินใจไม่สม่ำเสมอ
  • ไม่มีตัวเลขอ้างอิงที่สื่อสารได้: บอกได้แค่ว่า สีเข้มไปหน่อย แต่บอกปริมาณความต่างไม่ได้ ทำให้สื่อสารกับซัพพลายเออร์ยาก และไม่มีหลักฐานเชิงตัวเลขเวลาเกิดข้อพิพาทเรื่องคุณภาพ

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การควบคุมคุณภาพสีด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องควบคุมมาตรฐานให้เหมือนกันทุกล็อต ทุกสาขา หรือทุกประเทศที่ส่งออกไป ยิ่งร้านอาหารมีหลายสาขาหรือโรงงานมีหลายไลน์ผลิต ความเสี่ยงที่แต่ละจุดจะตัดสินสีไม่ตรงกันก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

เครื่องวัดสี Chroma Meter ตัวช่วยที่แม่นยำกว่าสายตา

เครื่องวัดสีแบบพกพา หรือ Chroma Meter ของ Konica Minolta ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง จุดเด่นที่ทำให้ต่างจากการมองด้วยตาเปล่า ได้แก่

  • ให้ค่าสีเป็นตัวเลขในระบบ CIE L*a*b* โดย L* คือความสว่าง, a* คือแกนสีแดง-เขียว และ b* คือแกนสีเหลือง-น้ำเงิน ทำให้บอกได้ชัดเจนว่าเนื้อล็อตนี้ แดงสด มากหรือน้อยกว่าค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้เท่าไร
  • คำนวณค่า Delta E (ΔE) ซึ่งคือความแตกต่างของสีระหว่างตัวอย่างกับค่าอ้างอิง ทำให้กำหนดเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่านเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ไม่ต้องเถียงกันด้วยความรู้สึกว่า เข้มไปหรือยัง
  • มี Repeatability สูง คือวัดซ้ำกี่ครั้งก็ได้ค่าใกล้เคียงกัน ต่างจากการตัดสินด้วยสายตาที่ผันแปรไปตามคนวัดและสภาพแสงในแต่ละครั้ง
  • เป็นเครื่องพกพา หัววัด (aperture) ออกแบบมาให้เหมาะกับการวัดพื้นผิวที่ไม่เรียบสนิทอย่างเนื้อสัตว์ ใช้งานหน้าไลน์ผลิตหรือหลังร้านได้จริง ไม่ต้องส่งตัวอย่างไปแล็บภายนอก

ในจุดนี้ Centasia ในฐานะผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Konica Minolta Sensing ในประเทศไทย มีศูนย์บริการสอบเทียบและซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรองจาก Konica Minolta โดยตรง ธุรกิจที่ใช้เครื่องวัดสีในการควบคุมคุณภาพเนื้อสัตว์ในระยะยาว จึงควรนำเรื่องการสอบเทียบมาพิจารณาควบคู่กับการเลือกรุ่นเครื่องมือ

นอกจากมิติเรื่องสีที่มองเห็นได้บนพื้นผิวเนื้อ ยังมีข้อมูลคุณภาพอีกชั้นหนึ่งที่ทั้งสายตาและเครื่องวัดสีทั่วไปมองไม่เห็น เช่น การกระจายตัวของไขมันแทรกใต้พื้นผิวหรือปริมาณความชื้นในเนื้อ ซึ่งส่งผลต่อความสดและอายุการเก็บรักษา กล้องถ่ายภาพไฮเปอร์สเปกตรัม Specim FX10 ของ Konica Minolta Sensing ที่ทำงานในช่วงคลื่นตั้งแต่แสงที่ตามองเห็นไปจนถึงอินฟราเรดใกล้ (VNIR 400-1000 นาโนเมตร) ถูกออกแบบมาสำหรับงานตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่มีงานวิจัยและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับงาน QC สีประจำวัน โดยให้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าสีเพียงอย่างเดียว

นำไปใช้จริงในไลน์ผลิตหรือหลังร้านอย่างไร

ตัวอย่างขั้นตอนที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์หรือซัพพลายเชนร้านอาหารนิยมใช้ในการนำเครื่องวัดสีมาควบคุมคุณภาพเนื้อวัว มีดังนี้

  • กำหนดค่าสีอ้างอิง (target color) ของเนื้อแต่ละเกรดที่ต้องการควบคุม โดยอ้างอิงจากตัวอย่างเนื้อที่ผ่านมาตรฐานจริงของกิจการ
  • สุ่มตรวจวัดค่าสีของเนื้อแต่ละล็อตที่รับเข้าหรือก่อนส่งออก แล้วเทียบกับค่าอ้างอิงด้วยค่า Delta E
  • บันทึกผลเป็นข้อมูลตัวเลข เพื่อใช้สื่อสารกับซัพพลายเออร์เวลาสีไม่ตรงสเปก แทนการอธิบายด้วยคำพูดที่ตีความได้หลายแบบ
  • สอบเทียบเครื่องตามรอบที่กำหนด เพื่อรักษาความแม่นยำของข้อมูลในระยะยาว

วิธีนี้ช่วยลดข้อพิพาทกับซัพพลายเออร์ ลดของเสียจากการตีคืนสินค้า และที่สำคัญคือช่วยรักษามาตรฐานคุณภาพภายในของแบรนด์ร้านอาหารหรือโรงงานเอง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แต่ละองค์กรกำหนดขึ้นเองตามความเหมาะสมของสินค้าและกลุ่มลูกค้า ไม่จำเป็นต้องผูกกับมาตรฐานสากลใดมาตรฐานหนึ่งเสมอไป

สำหรับกิจการที่นำเข้าหรือส่งออกเนื้อวัวเกรดพรีเมียมข้ามประเทศ การมีตัวเลขค่าสีที่บันทึกไว้เป็นมาตรฐานยังช่วยให้การสื่อสารกับคู่ค้าต่างประเทศง่ายขึ้นมาก เพราะตัวเลข L*a*b* และ Delta E เป็นภาษาสากลที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ไม่ต้องอธิบายด้วยคำคุณศัพท์ที่แปลแล้วความหมายอาจเพี้ยนไปจากต้นฉบับ

เลือกเครื่องวัดสีรุ่นไหนให้เหมาะกับงานวัดสีเนื้อวัว

เครื่องวัดสีที่นิยมใช้ในงานวัดสีเนื้อสัตว์ ควรเลือกตามลักษณะงานจริง โดยรุ่นที่เหมาะสมในแต่ละกรณีควรพิจารณาร่วมกับลักษณะตัวอย่าง

เครื่องวัดสี CR-400
เครื่องวัดสี CR-410
เครื่องวัดสี CM-16d/CM-17d
  • เครื่องวัดสี CR-400 : มีช่องรับแสงขนาด 8 มิลลิเมตร เหมาะกับการสุ่มวัดจุดเดียวบนชิ้นเนื้อได้รวดเร็ว ให้ค่า L*a*b* และ Delta E ทันทีหลังกดวัด ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์สีมาก่อน
  • เครื่องวัดสี CR-410 : ช่องรับแสงขนาดใหญ่ สำหรับเนื้อวัวที่มีมาร์เบิลลิ่งสูงมักมีลายไขมันแทรกไม่สม่ำเสมอ การวัดด้วยช่องรับแสงเล็กจุดเดียวอาจสุ่มไปตกบนลายไขมันพอดี ทำให้ค่าที่ได้ไม่เป็นตัวแทนพื้นผิวจริง CR-410 ซึ่งมีช่องรับแสงขนาดใหญ่ถึง 50 มิลลิเมตร
    ช่วยวัดค่าเฉลี่ยของพื้นที่ที่กว้างขึ้น ลดความเสี่ยงจากความไม่สม่ำเสมอของพื้นผิวแบบนี้ได้
  • เครื่องวัดสี CM-16d/CM-17d : ด้วยดีไซน์แนวตั้งที่จับถนัดมือ วัดค่าได้รวดเร็วเพียงประมาณ 0.7 วินาทีต่อครั้ง และมาพร้อมเทคโนโลยี WAA (Wavelength Analysis & Adjustment) ที่ตรวจสอบและปรับแก้ความคลาดเคลื่อนของความยาวคลื่นในทุกครั้งที่สอบเทียบ ช่วยให้ค่าสีที่วัดในแต่ละล็อตมีความน่าเชื่อถือพอที่จะนำมาเทียบกันข้ามช่วงเวลาได้จริง ตัวเครื่องมีหน่วยความจำในตัวสำหรับเก็บข้อมูลค่ามาตรฐานได้มากถึง 1,000 ชุด พร้อมข้อมูลการวัดอีก 5,000 ชุด และเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ SpectraMagic NX2 ผ่าน USB หรือ WLAN/Bluetooth (อุปกรณ์เสริม) เพื่อดึงข้อมูลย้อนหลังมาวิเคราะห์เทรนด์ได้สะดวกกว่าการจดด้วยมือ
    ทั้งสองรุ่นในกลุ่มนี้ต่างกันที่รายละเอียด CM-17d มาพร้อมกล้อง viewfinder ช่วยเล็งตำแหน่งวัดให้แม่นยำ และปรับขนาดช่องรับแสงได้ 2 ระดับ (MAV 8/11 มม. และ SAV 3/6 มม.) เหมาะกับการวัดตัวอย่างเนื้อหลายขนาด ส่วน CM-16d เน้นความคุ้มค่าและใช้งานง่าย เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเครื่องพกพาราคาย่อมเยาสำหรับบันทึกข้อมูลประจำวัน
คำถามที่พบบ่อย
  • เครื่องวัดสี Chroma Meter ใช้วัดเนื้อสัตว์ประเภทอื่นได้ไหม ไม่ใช่แค่เนื้อวัว A5
    ได้ เครื่องวัดสีกลุ่มนี้ออกแบบมาให้ใช้กับอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ของเหลว ผง และพื้นผิวไม่เรียบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเนื้อวัวเกรด A5 เท่านั้น
  • ถ้าโรงงานมีเครื่องวัดสีอยู่แล้วแต่ค่าที่วัดได้ดูไม่แม่นยำ ต้องทำอย่างไร
    ส่วนใหญ่มักเกิดจากเครื่องไม่ได้สอบเทียบมานาน หรือสอบเทียบไม่ตรงรอบที่ควรเป็น บางครั้งอาจเกิดจากหัววัดสะสมความสกปรกจากการใช้งานกับอาหารโดยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ควรตรวจสอบประวัติการสอบเทียบ และนำเครื่องเข้าศูนย์บริการที่ได้รับการรับรองเพื่อตรวจเช็คความแม่นยำอีกครั้ง
  • เครื่องวัดสีพกพาแบบนี้ใช้งานยากไหม ต้องมีพื้นฐานวิทยาศาสตร์สีหรือเปล่า
    ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานลึกซึ้ง แต่ควรมีความเข้าใจพื้นฐานการวัดสี เครื่องที่ออกแบบมาเพื่องานอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่ใช้งานง่าย กดวัดแล้วอ่านค่าได้ทันที ทีมงานของ Centasia สามารถช่วยอบรมการใช้งานเบื้องต้นให้ทีม QC ได้ด้วย
ทางเซ็นเทเซียจัดสัมมนาเกี่ยวข้องกับความรู้พื้นฐานและความเข้าใจในการวัดสีมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 
สามารถติดตามข่าวสารได้ตามช่องทาง Line ด้านล่างนี้ หรือ เพจของเรา 

    หากต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาและกระบวนการจัดการสีและแสงของคุณหรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสีและแสงของเรา 

    ให้เราช่วยคุณในการเลือกวิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับความต้องการในการวัดของคุณสามารถติดต่อเพื่อข้อมูลหรือคำแนะในการกำหนดขั้นตอนการวัดค่าสีและแสงเพิ่มเติมได้ที่

ได้ที่อีเมล teamiie@centasiathai.com   เบอร์ 02-361-3730 

Line Official Account : @centasia หรือ สแกน QR code ด้านข้างนี้ค่ะ

สามารถติดตามช่อง Youtube ของเรา

เพื่อรับชมวิดีโอการสาธิตเครื่องมือ และการแนะนำการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเครื่องวัดสี คลิกที่นี้